วันนี้อาจารย์โสภาสสวมสูทสีเขียวมะกอก Olive Green เนคไทออกสีเขียวเหลือบเข้ากับสีเสื้อสูท ดูดีมีรสนิยมมากทีเดียว ขนาดว่าเดินสวนกับคนรู้จักเขายังเอ่ยปากทักว่า วันนี้เสื้อสีสวยจังนะครับ เพราะก่อนหน้านี้ก็บอกกับอาจารย์มาว่า จะมาหาอาจารย์ด้วยเรื่องของสีกับชีวิตคนนะ อาจารย์ก็บอกว่า ยินดีครับ ถ้าความรู้ของผม พอจะเป็นประโยชน์ให้กับคนอ่านได้อย่างนี้ ก็เป็นคนน่ารัก อัธยาศัยดีอย่างนี้นี่เล่า ถึงได้มีลูกศิษย์ลูกหา มาเทคคอร์สเรียนวิชาการแต่งหน้า-การแต่งกายกันอย่างมากมาย ทั้งที่ร้าน SOPAS เพนนินซูล่าพลาซ่าแห่งนี้ และที่สาขาสุขุมวิท 55 ทองหล่อ ที่ซึ่งเราเรียกกันว่า โรงเรียนสอนศิลปการแต่งหน้า และการแต่งกายโสภาส |
| |
 |
ทสนทนากับอาจารย์โสภาส เริ่มขึ้นในเวลาบ่ายวันหนึ่ง ระหว่างเวลาของน้ำมะม่วงปั่น รสหวานอร่อย ที่อาจารย์สั่งมาให้ลองชิม ก่อนค่อย ๆ ลำดับปูมหลังชีวิตพอสังเขปขึ้นว่า |
ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด เกิดที่ภูเก็ต โตที่ภูเก็ต ชีวิตจริง ๆ ก็เริ่มมาจากการเป็นนักกรีฑา เล่นกรีฑามาตั้งแต่เด็ก ๆ เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้รู้จักใคร เข้ามาเรียนหนังสือกับเพื่อน เดินไปเดินมา จับผลัดจับผลูชีวิตก็กลายเป็นนายแบบ ตอนนั้นอยู่ที่รามฯ ก็เรียน เล่นกรีฑา แล้วมีปัญหาคือเกิดอุบัติเหตุตอนซ้อมกรีฑา ท้องไปกระแทกกับอัฒจันทร์ ตับก็มีปัญหา อยู่โรงพยาบาลเป็นเดือนน่ะครับ เพื่อนฝูงพากันร้องไห้นึกว่าเสียแน่แล้ว มันแย่มาก ๆ เลย หมอเขาบอกให้เลิกเล่นกีฬาไปเลย เปลี่ยนชีวิตไปเลย ตอนแรกหวังไว้ว่าจะเล่นไปให้ถึงติดทีมชาติ แต่ทุกวันนี้ก็เปลี่ยนแนวมาเล่นเทนนิส ตอนนั้นวิ่งครับ วิ่ง 100 เมตร 200 เมตร วิ่งกระโดดข้ามรั้ว เป็นนักวิ่ง วิ่งระยะสั้น พลิกชีวิตมาอีกทีก็มาถ่ายโฆษณาก่อนครับ แต่ยังหนีไม่พ้น เอากรีฑาที่ตัวเองเล่น มาถ่ายโฆษณาโอวัลตินที่มีเด็กขี่คอ รู้สึกว่าจะเริ่มโด่งดังมีชื่อเสียงมีคนรู้จักมากขึ้น เริ่มไปถ่ายแบบด้วย ตอนนั้นหนุ่มรุ่น ๆ ตอนนี้ก็ยังหนุ่มนะ แต่หนุ่มน้อยลงหน่อย
(มีหยอดอารมณ์ขันนิดหนึ่ง) ก็เปลี่ยนชีวิตจากตรงนั้นมาเรื่อย เป็นงานถ่ายโฆษณา ถ่ายแบบ มีคนเห็นผมจากงานถ่ายโฆษณานั้นแหละครับ มีนิตยสารแพรวมาทาบทาม ตอนนั้นรู้สึกเขาจะเปิดคอลัมน์ถนนแฟชั่น มีผู้ชายแต่งตัว ให้ไปเทสต์กับเพื่อน ๆ พี่ต้อเขาก็บอกว่า เฮ้ย! ไอ้นี่
หมายถึงผม มันขาวไป ซีด ๆ คงถ่ายรูปไม่ขึ้นมั้ง แต่พี่จันทร์ไปเจอรูปผมจากถังขยะ หยิบขึ้นมา (คนจะดัง อะไรก็ฉุดไม่อยู่) ก็พูดกันว่า น่าจะเอาเด็กคนนี้ลองดูนะ ผมก็ไป
ครั้งแรก ช่างแต่งหน้าก็ไม่มี ไปกับเพื่อน เพื่อนก็เอามือยีผม ยี ยี (ทำมือประกอบ) ยีจนผมมันพองขึ้นมา เสื้อผ้าก็เรียบไป เพื่อนเลยเอาผ้าเช็ดหน้าของเขาออกมา สะบัด ๆ ม้วน ๆ นี่ก็เลยเป็นต้นตำรับ ของแฟชั่นผ้าเช็ดหน้าม้วนคาดหน้าผาก วัยรุ่นฮิตอยู่พักหนึ่ง คือนั่นแหละ ผมคนแรกที่ถ่ายคอลัมน์ ถนนแฟชั่น พอถ่ายตรงนั้นปุ๊บก็มีงานถ่ายแบบตามมาอีก แพรวนี่ผมถ่ายเกือบทุกเล่ม มีงานบางตัวที่ถ่ายกับ มี๋-วรรษมน คู่นี้ผูกขาดกันเลย ได้มีอะไรทำเยอะแยะเลย มีงานทุกวัน ทำอยู่หลายปี ตั้งแต่ปี 24 ไปเลิกเอาปี 27
|
|
|
ช่วงนั้นเป็นนายแบบอาชีพไปเลย วันหนึ่งวิ่งรอก 3-4 ที่ ตอนนั้นมีพี่ติ๋ม-เพ็ญพร ไพฑูรย์ พี่ลินดา ค้าธัญเจริญ สมัยนั้นค่อนข้างมีชื่อเสียงมาก คนรู้จักผมในฐานะ เป็นนายแบบ
มากเลย เดินไปมาบุญครองไม่ได้ เพราะจะมีเด็กวิ่งเข้ามาขอลายเซ็น
ช่วงที่เดินแบบนี่ อย่างไปเดินแบบที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งตอนนั้นเพิ่งเปิดใหม่ ๆ นี่เราก็จะเดินทุกอาทิตย์ เจอคนเยอะมาก หน้าขาว คิ้วดำ ตาเขียว แก้มส้ม ปากแดง เป็นนกแก้วน่ะ เราเริ่มรู้สึกคิดได้ว่า เอ้ย! เมืองนอกมันไม่มีแบบนี้นี่ ผมเป็นคนที่จะทำอะไรก็ตาม จะทำด้วยความรู้สึก ทำด้วยใจและมีความจริงจัง ตอนนั้นก็อยากจะเรียนแต่งหน้า เพื่อจะแต่งหน้าให้เหมือนนายแบบ ตามหน้านิตยสารฝรั่ง เพราะ เอ๊ะ! ทำไมนายแบบเมืองนอกเขาถึงดูดีจังเลย เริ่มสนใจทางด้านนี้ ตอนหลังไปเรียนที่ออสเตรเลียมา เสร็จแล้วก็ได้แต่งหน้าผู้หญิง ได้เรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเยอะ กลับมาก็มีเพื่อนเป็นนักข่าวอยู่ช่อง 3 มีงานอะไรก็เรียกเราไปแต่งหน้า แต่งเสร็จก็เอากระเป๋าไปแอบเก็บไว้ข้างตู้ ข้างซอกประตู อาย
สมัยก่อนใครที่มีกระเป๋าแต่งหน้านี่จะอาย เพราะมักจะเป็น
ในอีกรูปแบบหนึ่ง
สมัยก่อนเขามีความรู้สึกว่า ช่างแต่งหน้าเป็นอาชีพสำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ตอนหลังนี่ผมยังไม่กล้าเอาใส่กระเป๋า ใช้เป็นหีบใส่เครื่องมือช่างแทน แบบเหล็ก ๆ ใช้อย่างนั้น
ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราแต่งหน้าเป็น แต่พอไปเดินแบบ เราก็แอบแต่งหน้าเอง ตรงไหนแต่งมาไม่ดีเราก็แอบแก้ จนสุดท้ายก็มาได้เล่นละครกับสีบุญเรืองฟิล์ม จนอาน้อยเสียชีวิต เราก็เอ๊ะ! ไม่รู้จะทำอะไรดี มานั่งคิดว่าเราเรียนตรงนี้มา เราน่าจะทำได้
ผมก็เลยเดินเข้าไปใน บริษัทขายเครื่องสำอางขายตรง อยู่แถวหัวหมาก บอกว่าผมมาสมัครเป็นเมกอัพอาร์ติสต์ รับไหม เขาบอกว่าโอ้โห! ยูเป็นผู้ชายที่กล้ามากนะ ไม่ได้เปิดรับสมัคร แต่ยูเดินเข้ามา ดูจากแววตา ดูจากการพูดคุยแล้วนี่ต้องเป็นคนที่มุ่งมั่น เขาไม่รับ แต่เขาเปิดคอร์สให้ผมสอนแต่งหน้า ตั้งแต่ 8 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น 1,000 บาท สอนด้วยพูดด้วยนะ วันหนึ่งก็ประมาณ 4-5 หน้า ทีนี้เริ่มมีคนมามากขึ้น จากเดือนละครั้งเป็นเดือนละ 2 ครั้ง 3 ครั้ง 4 ครั้ง ไล่ไปสิ จนคนเต็มห้อง ไปตีกันข้างนอกเพราะแย่งห้องเรียน เพื่อเรียนกับเรา ทุกรอบจะมีดอกไม้ พวงมาลัยให้เราตลอด มีคนรู้จักมากขึ้น ก็เริ่มมีชีวิต ที่มาเกี่ยวข้องกับสีสัน ด้วยเรื่องการแต่งหน้าก่อนนี่ล่ะ ทำมาหลายปี ก็เริ่มฉุกใจคิดว่า ทำไมคนเราแต่งหน้าแล้ว หน้าถึงออกมาไม่เหมือนกัน เราฝีมือตกเหรอ
ก็มานั่งคิด สีเดิม ทุกอย่างเหมือนเดิมหมด ทำไมสีนี้อยู่กับคนนี้ถึงสีสวย อยู่กับอีกคนถึงสีไม่สวย ทำให้มีความรู้สึกว่ามันเกิดอะไรขึ้น เผอิญไปรู้จักกับพี่ผู้หญิงคนหนึ่งเข้า เขาทำงานอยู่กับสายการบินอังกฤษ เขาบอกว่า รู้ไหม ที่เมืองนอกน่ะ เขามีเรื่องของ Colour เป็นเรื่องเป็นราว ถามเขาว่าฝรั่งเจ้าทฤษฎีน่ะ เขามีวิธีการอย่างไรเหรอ
เขาก็บอกว่า อู๊ย
เขาต้องแหกลูกกะตานะ เหมือนหมอเขาเอาไฟฉายส่องตาคนไข้นั่นแหละ ดูว่านัยน์ตาดำเราแต่ละคนมีสีอะไร |